กินเหลือส่งผลเสียมากกว่าที่คิด

          คนหลายคนคิดว่าการกินข้าวเหลือหรือไม่หมดเป็นเรื่องที่ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายกับใคร แต่แท้ที่จริงแล้วผลลัพธ์ของอาหารเหลือทิ้งพวกนี้จะก่อให้เกิดวิกฤติขยะจากอาหาร (Food Waste) ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างผลกระทบไปทั่วโลก โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยได้รายงานว่าโลกเรามีการสูญเสียและทิ้งอาหารถึง 1 ใน 3 จากที่ผลิตทั้งหมด ขณะที่ร้อยละ 11 ของประชากรโลกกำลังเผชิญกับความอดอยาก ไม่มีจะกิน โดยปัจจุบันอาหารที่ถูกทิ้ง สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกสูงถึง 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และคิดเป็นร้อยละ 8 ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยสู่บรรยากาศโลก

          สําหรับประเทศไทย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานว่า ประเทศไทยมีปริมาณขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้นทุกปีโดยในปี พ.ศ. 2556 มีขยะมูลฝอย ปริมาณ 26.77 ล้านตัน ซึ่งมีปริมาณขยะอาหารเป็นสัดส่วนถึง 64% แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความสามารถในการกําจัดขยะได้ไม่ถึง 70% ของขยะที่เกิดขึ้น ทําให้มีขยะมูลฝอยตกค้างจํานวนมาก ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมมากมาย และส่งผลต่อภาวะโลกร้อน สําหรับสาเหตุของการทิ้งอาหารเป็นขยะ ในประเทศไทยนั้นมาจากสาเหตุหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นอาหารในตลาดสด ร้านสะดวกซื้อ หรือ ห้างสรรพสินค้าที่เหลือทิ้งทุกวัน เนื่องจากหมดอายุหรือขายไม่หมดและการทิ้งอาหารที่เหลือจากธุรกิจการจัดเลี้ยงและร้านอาหารในแต่ละวัน รวมถึงการกินหรือซื้ออาหารมาปรุงไม่หมด เป็นต้น


          นอกจากอาหารที่เหลือกลายเป็นขยะเหลือทิ้งก่อให้เกิดวิกฤตขยะจากอาหาร (Food Waste) แล้ว ในกระบวนการผลิตอาหารย่อมมีขั้นตอนต่าง ๆ มากมายที่ต้องใช้พลังงาน และทรัพยากรธรรมชาติในกระบวนการผลิต ซึ่งการกินเหลือจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรต่าง ๆ โดยสูญเปล่า


          ในฐานะผู้บริโภคเราสามารถที่จะช่วยได้ โดยการวางแผนการกินให้ชัดเจนตั้งแต่ การเลือกซื้ออาหารเท่าที่จำเป็นเพื่อลดการเก็บรักษาอาหารในตู้แช่เย็นหรือแช่แข็ง หมั่นตรวจเช็กอาหารที่เหลือในตู้เย็นสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้อาหารที่ซื้อมาถูกทิ้งเพราะหมดอายุ เตรียมอาหารให้พอดีสำหรับความต้องการในมื้อนั้น ๆ เพื่อจะได้รับประทานอาหารให้หมดและไม่เหลือทิ้งเป็นขยะ


          ซีพีเอฟจึงอยากเชิญชวนผู้บริโภคมาร่วมกันกินอาหารอย่างรู้คุณค่า ด้วยการกินอย่างพอเหมาะจากผู้ผลิตที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดการผลิต เพราะการ “กินอย่างยั่งยืน เพื่อให้ทุกคำมีความหมาย” ไม่เพียงแค่ดีต่อคุณ แต่ยังดีต่อโลกอีกด้ว